ตอนที่ 6 สิ่งคิดสำเร็จอย่างน่าอัศจรรย์
การแต่งเนื้อคำร้องขึ้นมาก่อนแล้วใส่ทำนองขึ้นทีหลัง การแต่งเนื้อคำร้องขึ้นมาก่อนผู้แต่งจะแต่งโดยไม่ได้ใช้อุปกรณ์เครื่องดนตรีใดๆเข้ามาช่วยในการแต่งแต่อย่างใด แต่จะแต่งโดยเขียนบันทึกเนื้อหาเรื่องราวที่ได้แต่งขึ้นมาลงสมุดจากประโยคที่หนึ่งไปจนกว่าจะจบประโยคสุดท้ายของเพลงโดยจะใช้ระยะเวลาในการแต่งก็จะขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้แต่งที่จะทำได้อย่างรวดเร็วหรือใช้ระยะเวลานานๆที่ไม่มีขีดจำกัดเร่งรัดบังคับตนเองปล่อยให้เป็นไปตามอิสระเสร็จเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น
เมื่อผู้แต่งแต่งเพลงเสร็จแล้วคือได้เนื้อคำร้องและขั้นตอนต่อไปคือการใส่ทำนองและการวางใส่คอร์ด
เริ่มต้นตั้งแต่ประโยคแรกถ้าเนื้อคำร้องที่แต่งขึ้นได้ตรงตามส่วนของทำนองได้อย่างถูกต้องก็ต้องถือว่าเป็นผลดี แต่ถ้าเนื้อคำร้องไม่ถูกต้องไม่ตรงตามส่วนของท่วงทำนองก็คืออาจจะเกินไปบ้างหรืออาจจะน้อยไปบ้างถ้าเนื้อคำร้องมากเกินไปในหนึ่งประโยคที่ไม่พอดีกับท่วงทำนองก็ให้ผู้แต่งคัดตัดออกไปแล้วแต่งขึ้นมาใหม่ให้ได้ความพอดีถูกต้องตามสัดส่วนของท่วงทำนอง แต่ถ้าเนื้อคำร้องน้อยเกินไปก็ให้แต่งใส่เติมเพิ่มใหม่เข้าไปให้เกิดความเหมาะสมให้ดูดีขึ้นถูกต้องตามส่วนของทำนองที่ถูกกำหนดขึ้นให้เป็นไปตามจริงในจังหวะของเวลาเพลงที่ผู้แต่งแต่งขึ้นจนกว่าจะใส่ทำนองได้เสร็จครบสมบูรณ์
บางครั้งผู้แต่งจะใช้วิธีการแก้ไขปัญหาของเนื้อคำร้องที่มีความขาดๆเกินๆได้อย่างเป็นเวลานานซึ่งการแต่งโดยวิธีนี้จะเกิดปัญหาขึ้นมากทีเดียวจนบางครั้งผู้แต่งเองถึงกับคัดตัดทิ้งทั้งหมดทั้งเพลงด้วยซ้ำไปเพราะเกิดการท้อกับการแก้ไขที่ใช้ระยะเวลามากพอสมควร
การที่แต่งเพลงเนื้อคำร้องขึ้นมาก่อนแล้วใส่ทำนองขึ้นทีหลังโดยส่วนมากแล้วจะไม่เป็นที่นิยมใช้แต่งกันเพราะเกิดปัญหาขึ้นมากซึ่งผู้แต่งจะหลีกเลี่ยงโดยการแต่งแบบวิธีนี้กันเป็นส่วนใหญ่
หากถ้าไม่จำเป็นเสียจริงๆซึ่งอยากจะแต่งเพลงแต่ไม่มีอุปกรณ์เครื่องดนตรีคอยช่วยเหลือให้ผู้แต่งเคาะนิ้วกำหนดจังหวะสัดส่วนของเวลาว่าหนึ่งประโยคมีสองห้องของดนตรี
สองประโยคมีสี่ห้องของดนตรี รวมกันแล้วจะได้หนึ่งบรรทัด พอผู้แต่งกำหนดจังหวะสัดส่วนได้แล้วให้แต่งเนื้อคำร้องพร้อมกับใส่ทำนองลงไปพร้อมกัน
คือหนึ่งห้องจะใช้เนื้อคำร้องกี่คำและมีทำนองเป็นเช่นอย่างไรให้ผู้แต่งสังเกตและจำทำนองให้ได้และแต่งไปจนกว่าจะจบครบสมบูรณ์เสร็จเป็นบทเพลงขึ้นได้โดยที่ไม่มีการวางใส่คอร์ดซึ่งแทบจะไม่ได้แก้ไขเนื้อคำร้องแม้แต่คำเดียวก็อาจจะเป็นไปได้เช่นกัน
การแต่งเนื้อคำร้องแล้วใส่คอร์ดไปพร้อมๆกัน การแต่งเนื้อคำร้องและท่วงทำนองด้วยการวางใส่คอร์ด ผู้แต่งจะแต่งโดยการใช้อุปกรณ์เครื่องดนตรีใดสักชิ้นหนึ่งเข้ามาร่วมเป็นการใช้สำหรับแต่งเพลงขึ้นอาจจะเป็นกีต้าร์หรือเปียโนก็ได้ ซึ่งผู้แต่งจะใช้แต่งสร้างทำขึ้นในคราวทีเดียวอย่างพร้อมๆกันคือแต่งเนื้อคำร้อง
แต่งทำนอง วางใส่คอร์ดโดยทำขึ้นอย่างพร้อมๆกัน
การแต่งด้วยวิธีนี้จะมีความสะดวกและรวดเร็วประหยัดเวลาได้มากหากเมื่อเจอกับปัญหาให้เกิดการสะดุดหรือไม่ไหลลื่นก็จะแก้ไขปรับปรุงกันเดี๋ยวนี้ทันที ผู้แต่งจะแต่งทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆตั้งแต่ประโยคแรกไปจนถึงประโยคสุดท้ายจนครบขึ้นเสร็จเป็นบทเพลงและซึ่งบางเพลงผู้แต่งจะมีความพิถีพิถันเรื่องท่วงทำนองเพลงได้อย่างค่อนข้างรัดกุมหรือค่อนข้างให้ความสำคัญในเรื่องของทำนองเป็นส่วนสำคัญในทุกๆประโยคที่ได้มีการแต่งขึ้นมา เมื่อเพลงได้ถูกแต่งจนเสร็จก็จะเป็นบทเพลงที่มีความไพเราะด้วยท่วงทำนองที่น่ารับฟัง มีทำนองเพลงที่ผู้แต่งแต่งให้เกิดความสวยงามผสมกลมกลืนกับเนื้อคำร้องที่ถูกคัดสรรด้วยความปราณีตคิดค้นด้วยการใช้คำภาษาอย่างเป็นที่น่าฟังซึ่งอาจจะได้ถูกกล่าวยกขึ้นไว้ว่า
เป็นผลงานที่ให้ความมีคุณภาพแก่ตัวของผู้แต่งเอง
หรืออีกกับบางเพลงซึ่งผู้แต่งจะไม่ค่อยให้ความใส่ใจกับเรื่องท่วงทำนองของบทเพลงสักเท่าไหร่แต่จะหันมาใส่ใจให้ความสำคัญด้วยการวางใส่คอร์ดให้ได้เป็นไปในทิศทางที่ผู้แต่งเห็นสมควรเหมาะแก่การที่จะเป็นไปในทางที่ผู้แต่งได้ชื่นชอบกำหนดให้เป็น
เนื้อคำร้องที่ถูกแต่งขึ้นมาอาจจะไม่ถูกทำให้เกิดความสวยงามด้วยท่วงทำนองที่ดีเท่าไหร่นักคือจะเป็นบทเพลงค่อนข้างมีความหมาย
หรือเรียกอีกอย่างว่าดิบ หรืออาจจะมีวิธีเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การแต่งเพลงดิบ หรือเพลงที่มีความสดก็สุดแต่จะคิดเรียกกล่าวขึ้นมาเรียกใช้กัน
การแต่งเนื้อคำร้องแล้วใส่ทำนองไปพร้อมๆกันนี้โดยส่วนมากจะเป็นที่นิยมของผู้แต่งซึ่งได้ใช้กันเพราะทำให้เกิดความคล่องตัวสะดวกและรวดเร็วซึ่งมีวิธีการที่ไม่ยุ่งยากทำให้เกิดความสลับซับซ้อนแต่อย่างใดจึงเป็นที่นิยมใช้วิธีนี้กันอย่างแพร่หลายในหมู่ของผู้แต่งเพลง
การแต่งทำนองขึ้นมาก่อนแล้วค่อยแต่งเนื้อคำร้องขึ้นทีหลัง ก่อนที่ผู้แต่งจะลงมือทำการแต่งเพลงโดยที่ผู้แต่งกำลังแต่งท่วงทำนองได้หนึ่งประโยคแรก
ผู้แต่งอาจแต่งใส่เนื้อคำร้องลงไปเดี๋ยวนี้เลยก็สามารถทำได้พอแต่งใส่เนื้อคำร้องประโยคแรกก็แต่งท่วงทำนองประโยคที่สองต่อไป
พอท่วงทำนองประโยคที่สองเสร็จก็แต่งใส่เนื้อคำร้องประโยคที่สองลงไปทำอย่างนี้ไปจนกว่าจะครบหนึ่งท่อน
หากพอได้หนึ่งท่อนแล้วท่อนต่อไปเป็นท่อนที่สองก็ให้ลอกท่วงทำนองของท่อนที่หนึ่งมาให้หมดแล้วจึงแต่งใส่เนื้อคำร้องลงไปให้ครบให้เสร็จ
พอแต่งเนื้อคำร้องท่อนที่สองเสร็จแล้วก็ให้แต่งท่วงทำนองที่แยกออกไปเป็นท่อนฮุก คือให้ผู้แต่งแต่งท่วงทำนองของท่อนฮุกขึ้นมาประโยคแรกแล้วให้แต่งใส่เนื้อคำร้องลงไปทำเหมือนเดิมให้ครบทีละประโยคไปจนกว่าจะครบจนเสร็จสิ้นของท่อนฮุก พอถึงท่อนสุดท้ายก็ให้ผู้แต่งลอกท่วงทำนองของท่อนที่หนึ่งมาให้หมดแล้วจึงแต่งใส่เนื้อคำร้องลงไปให้ครบให้เสร็จ
วิธีการแต่งทำนองขึ้นมาก่อนแล้วจึงค่อยใส่เนื้อคำร้องลงไปจะเป็นวิธีฝึกผู้แต่งเอง ให้ผู้แต่งได้เกิดการทดลองหาการใช้คำภาษาสอดใส่ลงไปให้ได้ตรงตามทำนองที่ได้สร้างขึ้นหรือให้ตรงตามตัวโน้ตที่ได้ถูกต้องตามเสียงของคำภาษาที่ใช้แต่งใส่ลงไปในท่วงทำนองนั่นเองซึ่งถือว่าค่อนข้างยากมากทีเดียว
หากเป็นการฝึกฝนที่เกิดจากความคุ้นเคยกับการแต่งแบบวิธีนี้แล้วก็อาจจะกลับให้ความรู้สึกที่สนุกและท้าทายกับผู้แต่งเองจนเกิดความรู้สึกว่าเริ่มง่ายขึ้น บางครั้งผู้แต่งอาจจะเจอกับปัญหาที่แต่งใส่เนื้อคำร้องได้ไม่ตรงตามสัดส่วนของทำนองเช่นแต่งประโยคเนื้อคำร้องน้อยไปบ้างไม่ได้ลงตัวกับทำนองหรือไม่ก็แต่งประโยคคำร้องอาจจะได้มากเกินไปจากทำนองที่มีขึ้นมาก็ไม่เกิดการลงตัวได้อีกเช่นกัน
เพราะฉะนั้นผู้แต่งแต่งทั้งทำนองและแต่งทั้งคำร้องย่อมเป็นผู้ตัดสินใจได้เองว่าจะใช้กฎการบังขับตนเองควรให้ถูกต้องตรงตามท่วงทำนองนั้นไหมหรือจะใช้กฎการอะลุ่มอล่วยเห็นสมควรที่จะยอมรับและรับได้ว่าไม่ทำให้เกิดการเสียหายหรือเกิดปัญหาทำให้มีการสะดุดไม่ไหลรื่นของท่วงทำนองที่ผู้แต่งเป็นผู้แต่งขึ้นมาเองทั้งหมดทั้งปวงผู้แต่งอาจจะเลือกใช้กฎการอะลุ่มอล่วยนี้ก็เป็นได้
การที่มีผู้หนึ่งเป็นผู้แต่งทำนองและมีอีกผู้หนึ่งเป็นผู้แต่งเนื้อคำร้องการเป็นผู้แต่งเนื้อคำร้องก็คือผู้แต่งเพลงผู้แต่งอาจได้รับโจทย์ข้อมูลมาว่า ตัวอย่างเช่นพล็อตเรื่องมีลักษณะของความขัดแย้งทางความรักเกิดขึ้นและมีท่วงทำนองให้ความรู้สึกเป็นเช่นนี้
ทำนองเป็นอย่างนี้นะ สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับผู้แต่งก็คือความกดดันของโจทย์ที่บังขับความรู้สึกให้ผู้แต่งต้องกระทำตอบโจทย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้และไม่มีข้อให้ได้ต่อรองใดๆ การเลือกใช้ภาษาแต่งใส่เข้าลงไปที่ถูกผู้อื่นสร้างขึ้นมานั้นนั่นก็ย่อมหมายความว่าเป็นสิ่งที่ท้าทายความสามารถของผู้แต่งให้ต้องกระทำอย่างชนิดที่เรียกว่าผิดเพี้ยนไม่ได้แม้แต่เพียงคำเดียวทุกอย่างต้องถูกแต่งให้ได้อย่างลงตัวให้ดีเป็นที่สุดถูกต้องที่สุดนั่นเอง
หากผู้แต่งซึ่งไม่เคยได้แต่งด้วยวิธีนี้จะรู้สึกกับตนเองได้ว่ายากมากต้องใช้เวลาขบคิดค้นหาให้ความเหมาะสมให้เกิดการลงตัวที่ได้เข้ารูปเข้ารอยในท่วงท่าทำนอง บางครั้งถ้าผู้แต่งยังขบคิดค้นหาหนทางให้กับตนเองไม่เจอหรือยังไม่มีวิธีที่สามารถจะแต่งสร้างทำขึ้นมาได้ หรือหากได้กระทำลองแต่งลงไปอาจจะเกิดการผิดเพี้ยนขึ้นมาได้จะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับฝีมือความสามารถของผู้แต่งบางทีก็ย่อมเป็นการฝึกทดสอบฝึกทดลองแต่งวิธีนี้ได้อย่างลองผิดลองถูกจนกว่าจะเกิดความคุ้นเคยและเกิดความชำนาญรู้จับเคล็ดลับการแก้ไขตอบโจทย์คำถามที่ให้มาพร้อมกับทำนองซึ่งให้ผู้แต่งได้แต่งเป็นคราวต่อไปจนมีความสำเร็จเกิดขึ้นกับผู้แต่งเอง
การแต่งใช้คำควบกล้ำ คำควบกล้ำต่างๆโดยส่วนมากจะนิยมใช้เกี่ยวกับการเขียนบทกวีซึ่งเป็นคำที่ออกเสียงพูดหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเป็นการเล่นคำการเล่นสำนวนภาษาที่เป็นพยัญชนะตัว
ร ตัว ล ที่มีมากกว่าหนึ่งคำขึ้นไปอาจจะมีสองคำหรือสามคำก็เป็นได้
ตัวอย่างเช่น คำควบกล้ำตัว ร
ที่มีสองคำคือคำว่า รักร้าว รื่นรมย์ ร่มรื่น เริงร่า หรือคำควบกล้ำตัว ร
ที่มีสามคำคือคำว่า รักรื่นรมย์ รุ้งเริงร่า
เรื่อยเรียบเรียง ตัวอย่างต่อไปคำควบกล้ำที่เป็นตัว
ล ที่มีสองคำคือคำว่า เปลี่ยนแปลง เคล้าคลอ คลอเคลีย หรือคำควบกล้ำตัว ล
ที่มีสามคำคือคำว่า เคล้าคลอเคลีย เคลื่อนคลี่คลาย
ให้สังเกตคำภาษาเหล่านี้ล้วนเป็นคำของภาษาที่ใช้เกี่ยวกับกวีซึ่งหากเป็นคำออกเสียงพูดย่อมถือว่าเป็นการพูดคำควบกล้ำที่มีการสะกดออกเสียงที่เป็นไปอย่างค่อนข้างยาก
แต่ถ้าหากผู้แต่งใช้คำควบกล้ำเหล่านี้แต่งใส่ลงไปในบทเพลงก็ย่อมถือว่าเป็นการบังคับใช้เสียงร้องที่ออกมาจะมีความยากยิ่งกว่าการสะกดออกเสียงพูดอย่างหลายเท่าตัวเลยทีเดียว
การเล่นคำหรือการเล่นใช้ภาษาให้เกิดมีความสละสลวยสวยงามด้วยความไพเราะซึ่งผู้แต่งสามารถนำมาสอดแทรกใส่เข้าลงไปในบทเพลงได้นั้นก็ย่อมหมายความว่าภาษาของกวีเหล่านี้ได้เกิดขึ้นอยู่ในบทเพลงได้ด้วยดีเช่นกัน
บางครั้งผู้แต่งอาจใช้ภาษาของบทกวีคือคำควบกล้ำต่างๆซึ่งแต่งขึ้นโดยมีแต่การใช้คำเล่นคำควบกล้ำให้เกิดขึ้นทุกๆประโยคของบทเพลงเพื่อประยุกต์ให้เกิดความงดงามด้วยความไพเราะของคำควบกล้ำที่แปลกออกไปจากบทเพลงอื่นๆโดยทั่วไปซึ่งผู้แต่งไม่ค่อยได้ใช้แต่งกัน
และคำควบพยัญชนะที่ออกเสียงได้ง่ายซึ่งต่างไปจากพยัญชนะตัว ร และตัว ล
ตัวอย่างเช่น คำควบพยัญชนะตัว ส คือคำว่า สีสร้างสั่งเสริม ตัวอย่างต่อไป
คำควบพยัญชนะตัว ย อยู่อย่างยั่งยืน ตัวอย่างต่อไป คำควบพยัญชนะตัว ด เด็ดเดี่ยวเดียวดาย
ตัวอย่างต่อไป คำควบพยัญชนะตัว ว วนเวียนว่าย คำควบพยัญชนะเหล่านี้คือเป็นการใช้คำเล่นใช้ภาษาเพื่อให้เกิดความสวยงามและเกิดความไพเราะซึ่งน่ารับฟังและอีกอย่างหนึ่งคือออกเสียงได้ง่ายกว่าคำควบกล้ำที่เป็นพยัญชนะตัว
ร และตัว ล ด้วยซ้ำไป
ผู้แต่งอาจใช้คำพยัญชนะให้เกิดขึ้นแค่เพียงสองคำคือคำว่า วนเวียน
หรือใช้คำควบพยัญชนะสามคำคือ วนเวียนว่าย หรือใช้คำควบพยัญชนะสี่คำคือ
เด็ดเดี่ยวเดียวดาย การใช้คำควบพยัญชนะซึ่งจะใช้ควบกี่คำก็ได้ขึ้นอยู่ในความเหมาะสมของผู้แต่งที่ได้นำมาใช้ให้เกิดความสวยงามอย่างน่าพึงพอใจของผู้แต่งเอง
การแต่งแบบกลอนเปล่าเล่าเรื่อง การแต่งเพลงโดยวิธีนี้จะเป็นการแต่งแบบเล่าบรรยายขึ้นโดยอาจจะไม่เกิดการสัมผัสเชื่อมโยงของคำภาษาให้ได้เกิดความสวยงามแต่อย่างใด แต่ในลักษณะของการใช้คำภาษาก็จะคล้ายกับการแต่งกลอนเปล่าซึ่งก็จะไม่เกิดการเชื่อมโยงสัมผัสคำภาษาแต่อย่างใด คือไม่คำนึงถึงคำสัมผัส ไม่คำนึงถึงคำเชื่อมโยง
ผู้แต่งจะใช้วิธีแบบเล่าเรื่องแต่งขึ้นมาเป็นบทเพลงก็ได้ซึ่งผลงานที่ถูกแต่งขึ้นมาก็จะดูแปลกออกไปจากเพลงทั่วๆไปเพราะไม่ค่อยได้มีการใช้คำสัมผัสให้เชื่อมโยงภาษาให้เกิดความสวยงามซึ่งเหมือนกับเพลงทั่วๆไปที่ควรจะเป็น และการใช้คำสัมผัสเชื่อมโยงภาษาให้เกิดความสวยงามถูกต้องตามสัมผัสสระและสัมผัสวรรณยุกต์ความไพเราะของการไม่สอดคล้องไม่กลมกลืนไม่มีคำสัมผัสอาจให้ได้มีความแข็งคล้ายดั่งการฝืดขัดไม่คล่องลงตัวจึงเกิดความไม่นุ่มนวลของภาษา
เกิดความกระด้างไม่ละเอียดไม่อ่อนโยนต่อความรู้สึกของผู้ฟัง
ซึ่งเป็นเรื่องของเพลงที่ผู้แต่งแต่งขึ้นที่ไม่ค่อยให้เกิดการคุ้นเคยกับผู้ฟังมากเท่าใดนักและถือว่าเป็นเรื่องแปลกต่อผู้ฟังเป็นเรื่องสิ่งที่ยากที่ผู้ฟังจะยอมรับในการแต่งด้วยวิธีนี้ที่ไม่มีการสัมผัสเชื่อมโยงของคำภาษาแต่อย่างใดจะถือว่าการแต่งแบบวิธีนี้ยังไม่เป็นที่นิยมกับผู้แต่งเองสักเท่าไหร่แต่บางครั้งผู้แต่งอาจได้แต่งเพลงในลักษณะนี้ให้ได้เป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งให้เกิดแก่ผู้ฟังก็เป็นได้ในคราวต่อไป
โดยทั่วไปลักษณะของเพลงที่ถูกแต่งขึ้นจะประกอบด้วยคำสัมผัสของเสียง หรือคำพ้องเสียง คำสัมผัสสระ คำสัมผัสวรรณยุกต์
คำสัมผัสในตำแหน่งบทนอก และคำสัมผัสในตำแหน่งบทใน
คำสัมผัสใดๆต่างๆที่เกิดขึ้นได้สัมผัสกันก็เพื่อให้เกิดความไพเราะให้เกิดความงดงามของคำภาษาซึ่งเป็นที่นิยมใช้แต่งกันในหมู่ของผู้แต่งจำนวนมากซึ่งจำเป็นต้องเกิดควรมีในทุกๆบทเพลง
ซึ่งอาจจะใช้เป็นการสอดแทรกวิธีการแต่งแบบกลอนเปล่าใช้ผสมผสานลงไป ตัวอย่างเช่นผู้แต่งกำลังแต่งเพลงท่อนที่หนึ่ง
แต่งได้สองบรรทัดมีคำเชื่อมสัมผัสได้ดีพอถึงบรรทัดที่สามผู้แต่งจะไม่คำนึงถึงคำสัมผัสโดยจะใช้วิธีการแต่งแบบกลอนเปล่าเข้าสอดแทรกลงไป แล้วบรรทัดที่สี่ผู้แต่งจึงกลับมาใช้ให้มีคำสัมผัสดังเดิม หรืออีกตัวอย่างต่อไปท่อนที่หนึ่ง บรรทัดที่สามกับบรรทัดที่สี่ ผู้แต่งจะใช้วิธีการแต่งแบบกลอนเปล่าซึ่งจะไม่คำนึงให้มีคำสัมผัสใดๆเกิดขึ้นเลย หรืออาจนำเอาโครงสร้างการแต่งแบบท่อนที่หนึ่งมาใช้เป็นการแต่งท่อนที่สองและท่อนสุดท้ายคือท่อนที่สี่ก็สามารถทำได้เช่นกัน ส่วนท่อนที่สามเป็นท่อนที่แยกออกไปให้เป็นการไหลรื่นของคำภาษาซึ่งควรจะดูดีกว่าและให้เกิดมีคำสัมผัสได้อย่างถูกต้องลงตัวในตำแหน่งของคำภาษาเพื่อให้เกิดความสวยงามมากยิ่งขึ้น
การแต่งที่เจตนาให้เนื้อหาเป็นกลาง การแต่งเพลงที่เป็นกลางซึ่งให้ความหมายว่าเพลงที่แต่งขึ้นมานี้จะไม่กล่าวอ้างอิงถึงเพศใดเพศหนึ่งไม่ว่าจะเป็นเพศผู้หญิงหรือเพศผู้ชายก็ตาม
และความเป็นเพลงในลักษณะนี้ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงก็นำมาขับร้องได้หรือผู้ชายก็นำมาขับร้องได้ดีเช่นกัน ซึ่งในปัจจุบันอาจได้เป็นเพลงของศิลปินผู้ชายขับร้องอยู่แต่พอนานๆปีเข้าศิลปินผู้หญิงก็ได้นำมาขับร้องขึ้นใหม่อีกครั้ง ซึ่งอาจจะเป็นผลข้อดีในการแต่งเพลงลักษณะเช่นนี้ที่ผู้แต่งย่อมต้องใช้ความระมัดระวังในการใช้ภาษาแต่งลงในบทเพลง
ตัวอย่างเช่นผู้แต่งเจตนาแต่งเพลงให้กับศิลปินผู้ชายขับร้องซึ่งผู้แต่งจะไม่กล่าวถึงผู้ขับร้องที่เป็นผู้ชายและจะไม่ใช้คำแทนตัวเองออกมาแต่อย่างใด หากใช้คำแทนตัวเองหรือให้ความหมายที่เป็นผู้ชายขับร้องแล้ว เพลงที่แต่งขึ้นมานี้ก็จะเป็นเพลงของผู้ชายขับร้องหรือเป็นเพลงเฉพาะผู้ชายขับร้องแต่อย่างเดียวและผู้หญิงก็ไม่สามารถนำเพลงมาขับร้องได้เพราะเป็นเพลงของผู้ชายจึงไม่เหมาะสมกับผู้หญิง ตัวอย่างต่อไปในทางที่ตรงกันข้ามกลับกัน ผู้แต่งเจตนาแต่งให้กับศิลปินผู้หญิงขับร้อง ซึ่งผู้แต่งก็จะไม่กล่าวถึงผู้ขับร้องที่เป็นผู้หญิงและจะไม่ใช้คำแทนตัวเองออกมาแต่อย่างใด
ถ้าหากใช้คำแทนตัวเองหรือให้ความหมายที่เป็นผู้หญิง
เพลงที่แต่งขึ้นมานี้ก็จะเป็นเพลงของผู้หญิงหรือเป็นเพลงเฉพาะผู้หญิงขับร้อง
ส่วนผู้ชายก็ไม่สามารถนำเพลงมาขับร้องได้เพราะเป็นเพลงของผู้หญิงจึงไม่เหมาะสมกับผู้ชาย
ดังนั้นผู้แต่งที่ต้องการให้ทั้งผู้หญิงขับร้องก็ได้หรือจะเป็นผู้ชายขับร้องก็ตาม
ความหมายของเพลงที่แต่งขึ้นมาย่อมให้ความรู้สึกที่เจตนาถึงความเป็นกลางของเพศของความรู้สึกที่ไม่กล่าวอ้างอิงถึงเพศใดเพศหนึ่งเพื่อที่ให้ได้เป็นเพลงที่ขับร้องกันอย่างหลากหลายเพศและวัยและกลับนำมาขับร้องใหม่ได้ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชายก็มีความตามเหมาะสมได้ด้วยกันทั้งนั้น
ซึ่งการแต่งโดยวิธีนี้จะเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายและจะเป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถทำให้บทเพลงของผู้แต่งนี้กลับมาเป็นที่รู้จักให้ได้ยินคุ้นเคยกันอีกครั้งด้วยเช่นกัน
การแต่งที่ใช้ความรัดกุมกะทัดรัด คือการแต่งเพลงที่ใช้คำภาษาค่อนข้างกระชับกะทัดรัดชัดเจนและเข้าใจได้ง่ายต่อหนึ่งความหมายในหนึ่งประโยค หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าการใช้ถ้อยคำภาษาที่ประหยัดสื่อความหมายโดยการใช้ภาษาให้สั้นมากที่สุดและให้เกิดความเข้าใจได้อย่างรวดเร็วและที่สำคัญต้องเกิดความถูกต้องชัดเจนให้ความรู้สึกรับฟังได้ง่าย
สิ่งเหล่านี้ย่อมเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ให้ผู้แต่งได้ประสบสำเร็จในเบื้องต้นของการแต่งเพลง เพราะการแต่งเพลงในหนึ่งความหมายหรือในหนึ่งประโยคไม่ควรใช้คำให้ซ้ำซ้อนกันหลายครั้ง
หากถ้าจะใช้คำที่ซ้ำกันก็ขอให้ใช้ในความหมายต่อไป หรืออยู่ในประโยคต่อไป หรือบางทีก็ให้อยู่ในท่อนต่อไปก็จะดูได้ดีกว่าเช่นกัน
ฉะนั้นแล้วผู้แต่งอาจจะถูกกล่าวว่าใช้คำที่ซ้ำซ้อนมากเกินไปบ้างหรือใช้คำที่ฟุ่มเฟือยมากเกินไปหรือเปล่า ก็ควรตัดคัดออกให้ได้ใจความที่กระชับกะทัดรัดมากขึ้น
ให้สั้นลงมากขึ้นซึ่งวิธีนี้ย่อมถือได้ว่าเป็นหัวใจของผู้แต่งเลยทีเดียว เพราะการแต่งเพลงจะมีพื้นที่ให้ได้แต่งให้ได้ใช้กันคราวละ16-18บรรทัดเป็นอย่างมากหรือน้อยไปกว่านั้นก็มี
ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับการวางโครงสร้างของการแต่งเพลงที่ผู้แต่งจะใช้ให้เกิดเป็นได้เท่าไหร่ก็ตาม
แต่จะกี่บรรทัดก็ขึ้นอยู่กับให้ได้ความเหมาะสมที่เกิดความลงตัวถือเป็นสิ่งสำคัญก็เพียงพอต่อความรู้สึกที่ผู้แต่งจะกำหนดให้เป็นให้เกิดขึ้น บางครั้งผู้แต่งใช้แต่งเพลงให้เกิดขึ้นแค่สองท่อนเท่านั้นก็มี โดยแบ่งเป็นท่อนละ 8 บรรทัด
รวม 2 ท่อน 16
บรรทัดก็อาจจะเกิดขึ้นได้เช่นกัน
การมีพื้นที่ที่จำกัดให้ผู้แต่งเพลงได้ใช้แค่เพียงไม่กี่บรรทัดซึ่งถือเป็นการบังคับเรื่องความรัดกุมให้ผู้แต่งต้องควรกระทำให้อยู่ในสัดส่วนอยู่ในขอบเขตของการแต่งประโยคแต่ละประโยคให้เกิดมีความหมายขึ้นได้อย่างคุ้มค่าคือให้ได้ประโยชน์อย่างสูงสุดกันเลยทีเดียว และจะขอยกตัวอย่างการถ่ายทำภาพยนตร์สักเรื่องหนึ่งซึ่งมีความยาวของเรื่อง
2-3 ชั่วโมง
อาจจะเป็นภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับชีวประวัติของบุคคลใดคนหนึ่ง
หรือเรื่องราวใดในประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นมาแล้ว
ซึ่งได้มีการหยิบนำขึ้นมาสร้างทำเป็นภาพยนตร์ให้เกิดขึ้น และที่ขาดไม่ได้ในสิ่งนี้ก็คือการแต่งเพลงเกี่ยวกับเพลงประกอบภาพยนตร์นั่นเอง
ผู้แต่งหากได้ลองฝึกสังเกตการแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์ซึ่งจะมีการสรุปความหมายเอาแต่เนื้อใจความที่เกิดเฉพาะเนื้อสาระเท่านั้น
ซึ่งเป็นข้อมูลของการสรุปความหมายเหล่านี้นำมาแต่งขึ้นเป็นบทเพลงประกอบภาพยนตร์ก็จะได้เนื้อหาใจความที่กะทัดรัดรัดกุมเข้าใจง่ายและที่สำคัญต้องเรียบเรียงลำดับของช่วงเวลาหรือลำดับของเหตุการณ์ให้ได้ว่าสิ่งใดควรเกิดขึ้นก่อนและสิ่งใดควรเกิดขึ้นเป็นทีหลัง
และคำภาษาใดที่ผู้แต่งคิดว่าเป็นคำที่ให้ความหมายค่อนข้างหละหลวมไร้ซึ่งสาระน้ำหนักไม่ดีเท่าที่ควร คำเหล่านี้อาจเรียกได้ว่าเป็นการใช้คำที่ฟุ่มเฟือยถือว่าเกิดประโยชน์ได้น้อยที่สุดก็ควรที่จะคัดแยกตัดออกเอาทิ้งไปแล้วแต่งขึ้นมาใหม่ให้ได้เนื้อหาสาระใจความที่ดีมีน้ำหนักด้วยคำที่กะทัดรัดกระชับรัดกุมและเข้าใจง่าย
ซึ่งถือได้ว่าเป็นวิธีการที่ใช้แต่งเพลงที่ดีอีกวิธีหนึ่งให้เกิดเป็นเพลงที่ดีขึ้นโดยการแต่งจากบทสรุปของข้อมูลซึ่งผู้แต่งจะเริ่มนิยมใช้แต่งกันเกิดเป็นวงกว้างของในกลุ่มในหมู่ผู้แต่งกันเอง

